Chaiyakorn Yingsaeree No Comments

ในตอนที่แล้ว เราได้รู้จักกับ HFT กันไปแล้วว่ามันคืออะไร ในตอนที่ 2 นี้ มาดูกันดีกว่าครับ ว่า HFT มีจุดกำเนิด และวิวัฒนาการอย่างไร?  และเราจะเห็นว่า มันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด!

เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ กับการซื้อขายหลักทรัพย์

คุณรู้มั้ยครับ ว่าเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เข้ามามีบทบาทกับการซื้อขายหลักทรัพย์ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เพิ่งเข้ามามีบทบาทในการซื้อขายหลักทรัพย์ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่จริง ๆ แล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้ อยู่กับตลาดหลักทรัพย์ มายาวนานกว่านั้นครับ โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา  มีการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 หรือกว่า 45 ปีมาแล้ว

โดยตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ซึ่งเป็นตลาดหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิสก์แห่งแรกของโลกเปิดทำการในปี ค.ศ. 1971 โดยในช่วงเริ่มต้นเทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในเรื่องของการแลกเปลี่ยนและแสดงข้อมูลราคาหลักทรัพย์เท่านั้น (โดยการส่งคำสั่งซื้อขายยังทำผ่านทางโทรศัพท์) ต่อมา ในปี ค.ศ. 1976 ตลาดหลักทรัพย์ NYSE ได้เริ่มเปิดให้นักลงทุนรายใหญ่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ผ่านระบบ DOT (Designated Order Turnaround) ซึ่งถูกพัฒนาต่อเนื่องจนเป็นระบบ SuperDOT ในปี ค.ศ. 1984

View of traders on the floor of the New York Stock Exchange, New York, New York, 1970s. (Photo by Bernard Gotfryd/Getty Images)

หลังจากนั้นไม่นาน การเขียนโปรแกรมเพื่อซื้อขายอัตโนมัติ (Program Trading) ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่กองทุนต่าง ๆ โดยกลยุทธ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุคนั้นคือ “Portfolio Insurance” ที่ต้องการลดสัดส่วนการครอบครองหุ้นโดยการขายหุ้นหรือชอร์ตฟิวเจอร์ เมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลดลง เพื่อป้องกันไม่ให้มูลค่าการลงทุนในหุ้นปรับตัวลดลงตาม ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิด Snowball Effect และส่งผลให้ตลาดหุ้นอเมริกาปรับตัวลดลง -22.6% ในวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม ค.ศ 1987 จนได้รับฉายาว่า Black Monday[1] (ผู้อ่านท่านใดต้องการทราบว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้น ส่งข้อความมากันเยอะๆ นะครับ ถ้ามีคนต้องการมากพอ ผมจะเขียนเล่าลำดับเหตุการณ์ของ Black Monday ให้ทุกท่านได้อ่านกัน)

black-monday-1987

ผลพวงจาก “Black Monday”

เหตุการณ์ Black Monday ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบ และการใช้เทคโนโลยี เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ไม่สามารถรับมือกับจำนวนคำสั่งซื้อขายจำนวนมาก ที่โถมเข้ามาในวันที่ตลาดตื่นตระหนก จนผู้ดูแลสภาพคล่องหลายราย ไม่ยอมรับโทรศัพท์เพื่อรับคำสั่งซื้อขายจากลูกค้า เหมือนในวันนั้นได้

black_monday

หลังจากนั้น ตลาดหลักทรัพย์ต่าง ๆ เริ่มมีการซื้อขายอัตโนมัติผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยในปีเดียวกันนั้นเอง ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ได้เปิดให้บริการระบบ SOES (Small Order Execution System) ที่เปิดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้เช่นเดียวกับผู้เล่นรายใหญ่ ซึ่งนี่ถือเป็นจุดกำเนิดของ Electronic Day Trader ที่ทำให้นักลงทุนทั่วไป สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ในความเร็วสูงได้เป็นครั้งแรก 

ต่อมาได้เกิดตลาดหลักทรัพย์ทางเลือก (ATS – Alternative Trading System) ที่ให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นอีกหลายราย (เช่น INCA, Island และ Bloomberg Trade Book) ส่งผลให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้สะดวกขึ้น มีการเปิดบริษัทเพื่อหากำไรจากส่วนต่างราคาระหว่างวันเพิ่มมากขึ้น (ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกของยุค HFT)  จนส่งผลให้มีปริมาณการซื้อขายผ่านระบบดังกล่าวมากขึ้น มีการแข่งขันเพื่อตัดราคาในการซื้อขายมากขึ้น ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย (Bid-Ask Spread) ลดลง ตลาดมีสภาพคล่อง (Liquidity) มากขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้ต้นทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transactional Cost) ของนักลงทุนทั่วไปลดลง จนในปี ค.ศ. 1998 กลต. ของประเทศสหรัฐฯ ได้ออกกฎระเบียบที่มีชื่อว่า Regulation ATS เพื่อควบคุม ดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ในระบบดังกล่าวให้มีความยุติธรรม และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 กลต. ของประเทศสหรัฐฯ ได้ออกกฎระเบียบ Regulation NMS ที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรีในตลาดทุน โดยกฎระเบียบนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ HFT แพร่หลายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการกฎดังกล่าวเอื้อให้ HFT สามารถทำกำไรจากความแตกต่างของระบบการซื้อขายต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งจากความเร็ว กฎเกณฑ์การซื้อขายและค่าธรรมเนียมในการทำรายการที่แตกต่างกัน

SEC_Money_Market_Funds-0d5ce

การซื้อขายผ่านระบบดังกล่าวดำเนินไปได้ด้วยดีกว่าสิบปี และรู้กันเฉพาะในวงแคบ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ Flash Clash[2] ที่ทำให้ดัชนีหลักทรัพย์ในประเทศอเมริกาปรับตัวลดลงกว่า 10% ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2010 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนตระหนักถึงปัญหาที่อาจเกิดจากการใช้โปรแกรมอัตโนมัติในการซื้อขายหลักทรัพย์อีกครั้ง และ HFT ก็เป็นหนึ่งในผู้ร้าย ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกันกับที่ Program Trading เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยในกรณีของ Black Monday

ต่อมาในวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2012 ก็เป็นอีกครั้งที่ HFT ทำให้เกิดความผันผวนขึ้นในตลาดเมื่อระบบซื้อขายหลักทรัพย์ของ Knight Capital ซึ่งเป็นผู้เล่น HFT รายใหญ่รายหนึ่ง เกิดข้อผิดพลาดจนทำให้ราคาของหุ้นที่ Knight Capital เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องหลายตัวเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติในช่วงเปิดตลาด และส่งผลให้บริษัทขาดทุนเป็นจำนวนสูงถึง $440 ล้านเหรียญ ในเวลาเพียง 30 นาที[3]

ihE66GYYukoA

บทสรุปจุดกำเนิด HFT

HFT นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่อยู่คู่กับการซื้อขายหลักทรัพย์มาตั้งแต่สมัยที่มนุษย์เริ่มนำเอาระบบอิเล็กทรอนิสก์มาใช้ในการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม HFT เพิ่งได้รับความสนใจจากสาธารณชนเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ HFT ตกเป็นผู้ต้องหาที่ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีของ Flash Cash ในปี 2010 และกรณีของ Knight Capital ในปี 2012 รวมไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าปริมาณการซื้อขายของ HFT ในตลาดต่าง ๆ มีสัดส่วนที่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้สิ่งที่เราเคยเข้าใจเกี่ยวกับตลาดเปลี่ยนแปลงไป

ในตอนต่อไปผมจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกลยุทธ์ที่ HFT ใช้ ว่ามีรูปแบบใดบ้าง และแต่ละกลยุทธ์นั้น มีผลกระทบกับตลาดอย่างไร แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่สนใจเรื่องราวเหล่านี้ อย่าลืมกดไลค์และติดตามบทความดี ๆ ของ Think Algo ได้ที่ www.facebook.com/think-algo แล้วเราจะเดินเข้าสู่การลงทุนยุคใหม่ด้วยหุ่นยนต์ไปด้วยกันครับ!

บทความโดย ดร. โน๊ต Think Algo

Chaiyakorn Yingsaeree, PhD

note-1


THINK_ALGO_Blue

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[1] ‘Black Monday: The Stock Market Crash of 1987’, Federal Reserve Bank of Chicago, available at http://www.federalreservehistory.org/Events/DetailView/48

[2] ‘Flash Crash’ a Perfect Storm for Markets’, Wall Street Journal, available at http://graphics.wsj.com/flash-crash-timeline/

[3] ‘Knight Shows How to Lose $440 Million in 30 Minutes’, Bloomberg, available at http://www.bloomberg.com/news/articles/2012-08-02/knight-shows-how-to-lose-440-million-in-30-minutes