Supawat Supakwong No Comments

หากพูดถึงหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวที่ร้อนแรงในเวลานี้ คงไม่มีตัวไหนที่กระชากและกระโดดได้ใจเท่ากับ ESSO อีกแล้ว โดยวันศุกร์ที่ผ่านมาทะยานขึ้นไปปิดตลาดที่ 12.50 บาท คนที่มีหุ้นอยู่ คงนอนกอดหุ้น แทนกอดแฟน หลับฝันดีทุกคืน 

บทความนี้ เราจะขอนำ ESSO มาเป็นกรณีศึกษาอีกครั้ง หลังจากเมื่อเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งเขียนถึงไปใน “หุ้น ESSO พุ่ง +41% โรบอทเก็งกำไรอย่างไร?” ไปลองย้อนกลับไปอ่านดูกันได้

ครั้งนี้ เราจะมาแกะรอยการเคลื่อนไหวของ ESSO ตั้งแต่การขึ้นในช่วงแรกกัน ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้และให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวความคิดของเราเอง จากการเป็นนักลงทุน หรือ แมงเม่าทั่วๆ ไป ที่มัวแต่หวั่นไหวต่อการขึ้นลงขอราคา สู่การพัฒนาตนเองขึ้นเป็นนักลงทุนที่ซื้อขายอย่างความมั่นใจ ไร้อารมณ์ และประสบความสำเร็จด้วย ระบบหรือโรบอท ที่เราสร้างขึ้นมาเอง

ระบบบ้านๆ

ระบบที่ผมจะใช้ในการอ้างอิง คือ การซื้อขายตามกรอบแนวรับและแนวต้านของราคา โดย

BUY:  เมื่อ ราคาปิดวันนี้สูงกว่าราคาปิดสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 1 ปี (250 วัน)

SELL: เมื่อ ราคาปิดวันนี้ต่ำกว่าราคาปิดต่ำสุดที่เคยเกิดขึ้นในรอบ 1 ไตรมาตร (60 วัน)

คนที่ศึกษาด้าน system trade จะทราบดีว่าเป็นระบบที่พื้นฐานและรู้จักกันอย่างแพร่หลาย จนเกิดคำถามต่างๆ ตามมาว่าระบบบ้านๆ แบบนี้ยังทำเงินได้อยู่เหรอ

วันที่ 4 ต.ค.2559

ราคา ESSO เปิดกระโดดพร้อมทะยานขึ้นไปปิดที่ราคาสูงสุดในรอบ 250 วัน (หรือประมาณ 1 ปี) ได้ นี่ถือเป็นการทะลุแนวต้านที่สำคัญได้ แสดงถึงแนวโน้มของราคาในขาขึ้น ดังนั้น ในมุมมองของนักลงทุนสาย trend follower นี่คือจุดเข้าซื้อ

oct4

แต่นักลงทุนทั่วไปแล้ว เขากลับไม่กล้า ยังคงจดๆ จ้องๆ แต่ไม่ซื้อ เพราะ

  • ราคาสูงสุดในรอบปี ใครจะกล้าซื้อ เดี๋ยวติดดอย
  • เมื่อวานราคาปิดที่ 6.15 บาท วันนี้เข้าไปทำ High ที่ 6.6 บาท คิดเป็นกว่า 7% ก่อนโดนเทขายกลับมาปิดที่ 6.3 บาท พรุ่งนี้ราคาน่าจะย่อลงอีก ค่อยเข้าซื้อก็ได้

ในขณะที่นักลงทุนที่ใช้ระบบ เขาเข้าซื้อทันที ถ้าไม่ใช่ที่ราคาตรงแนวต้านที่ 6.25 บาท ก็ราคาปิดที่ 6.30 บาท

วันที่ 5-12 ต.ค.2559

ถือเป็นสัปดาห์ที่หุ้นทั้งตลาดมีความผันผวนอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ ESSO ด้วย โดยหลังจากวันที่ 4 ต.ค ที่ราคาทะลุแนวต้านได้ ก็ถูกแรงขายกระหน่ำเข้ามาจนวันที่ 12 ต.ค. ราคา ESSO ตกลงไปทำ Low ที่ 5.45 บาท คิดเป็นการลดลงกว่า -12.8%

oct12

ณ จุดนี้ สำหรับคนที่เข้าซื้อด้วยระบบตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค ผมขอเดา (อย่างมีหลักการ) ว่าถ้าไม่ถูกสั่งให้ขายด้วย stop loss (ก่อนหาจังหวะเข้าซื้อใหม่) ก็ยังถืออยู่ (อาจมีซื้อถัวเพิ่มอีกต่างหาก) โดย

  • การตั้ง initial stop loss อาจส่งผลให้มีการตัดขายออกมาเพื่อปิดความเสี่ยง ก่อนทำการเข้าซื้อใหม่หากราคาทะลุ new high 250 วันอีกครั้ง หรือ
  • ยังคงถืออยู่ หากตั้ง stop loss ที่อยู่ต่ำกว่านั้น หรือ ระบบจะขายหุ้นออกมาก็ต่อเมื่อตรงตามเงื่อนไขที่ว่า ราคาปิดตกไปต่ำกว่าราคาต่ำสุดในรอบ 1 ไตรมาตร (60 วัน) ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น

ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว การเฝ้าหน้าจอดูการเคลื่อนไหวของราคาในวันนั้น ต้องบอกว่าบีบหัวใจมากๆ เนื่องจากหุ้นแทบทุกตัวมีแรงขายที่รุนแรงมาก จนช่วงหนึ่งดัชนี SET ลงไปกว่า -100 จุดก่อนดีดตัวกลับขึ้นมาได้  ความผันผวนเช่นนี้ หากคุมอารมณ์ของตนเองไม่อยู่มีสิทธิ์เจ็บตัวได้หนักๆ ทีเดียว ตรงนี้ระบบหรือโรยอทช่วยเราได้มาก

วันที่ 13 ต.ค.2559 ถึงปัจจุบัน

ไม่ว่าช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ระบบของคุณมีการตัดสินใจอย่างไร โดน stop loss ออกไป หรือยังคงถืออยู่ แต่หลังจากวันนั้น ราคาก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้น หากโดน stop loss ช่วงวันที่ 18 ต.ค (จุดที่ 3) ระบบก็จะเข้ามาซื้อใหม่

และหลังจากนั้น…..ESSO ก็เข้าสู่ช่วงทยานตัวที่แท้จริง จนล่าสุดราคาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ไปปิดที่ราคา 12.50 บาท…

ถือเป็นหุ้นเด้งหนึ่งเท่า (100%) ในเวลา 1 เดือนพอดีเป๊ะ (4 ต.ค.-4 พ.ย.)  เป็นที่เรียบร้อย

nov4

แล้วระบบจะขาย ESSO ออกไปเมื่อไหร่?  คำตอบที่ง่ายที่สุดเลยก็คือ เมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ว่าราคากำลังมีการกลับตัวเป็นขาลง

นั่นคือ เกิดสัญญาณขาย ซึ่งหากพูดถึงระบบนี้ จะขายเมื่อราคาปิดดำดิ่งลงไปต่ำกว่าราคาในรอบ 1 ไตรมาตร (60 วัน) ซึ่งอาจจะไม่ง่ายซะทีเดียว เพราะตอนนี้กรอบราคาดังกล่าวยังอยู่แถวๆ 5.4 บาทอยู่เลย (เว้นแต่ว่าสัปดาห์หน้าราคาจะตกจาก 12.50 เหลือ 5 บาท ฮ่าๆๆ) 

เงื่อนไขในการขายออกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับกรณีนี้ คือ การขายออกด้วย trailing stop เสียมากกว่า กล่าวคือ หากราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดจุดหนึ่ง แล้วราคาย่อตัวลงมา ถึงจุดที่ขาดทุนกำไรสักประมาณหนึ่ง ก็ตัดขายออกเพื่อจำกัดความเสี่ยงและรักษากำไรที่เกิดมาก่อนหน้า โดยระดับดังกล่าวอาจคิดในรูปของเปอร์เซ็น เช่น 15% 20% หรือในรูปของความผันผวน เช่น ATR (average true range) ก็เป็นไปได้

ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าระบบนี้จะให้ผลตอบแทนสวยหรูเหมือน ESSO ทุกตัวนะครับ ในความเป็นจริงแล้วระบบนี้จำนวนครั้งที่ขาดทุนจะมากกว่าจำนวนครั้งที่กำไรอีก เพียงแต่เวลาขาดทุนจะขาดทุนไม่เยอะมาก แต่เวลากำไรจะได้มากกว่าหลายเท่าตัว จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบเหล่านี้จึงสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมได้ในระยะยาว

สิ่งที่อยากชี้ให้เห็นมากกว่าคือ วินัยในการลงทุนเป็นสิ่งที่สำคัญสุด  หากวันนั้นคุณไม่กล้าซื้อเพราะกลัวติดดอย วันต่อมาชิงตัดขายขาดทุนแล้วไม่ยอมเข้าซื้อใหม่ หรือขายเมื่อได้กำไร 20% (profit taking) วันนี้คุณคงจะไม่ได้ลิ้มรสของการนอนกอดอะไรสักอย่างเพียงเดือนเดียวแล้วมีมูลค่าเพิ่งขึ้นกว่าเท่าตัว